วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564

Friends, please get prepared!

เห็นเค้าบอกว่าการสลับขั้วแม่เหล็กโลก* (geomagnetic reversal) อาจเกิดขึ้นได้ในรุ่นของเรา..

ภาพจาก .thaiphysoc.org - nature.com ขอขอบคุณ


ขั้วสนามแม่เหล็กโลกมันขยับตัวเข้าใกล้ ๔๐ องศาเข้าไปทุกที ๆ แล้ว มันเคลื่อนตัวเร็วกว่าเดิมอย่างเป็นที่น่าสงสัยยิ่ง 
ในภาวะวิกฤตโควิด-19 และบ้านเมืองตกอยู่ในอำนาจเผด็จ...ผมไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ ให้ความสนใจกับเรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดอีกมากน้อยแค่ไหน?  มีข่าวร้ายเกิดขึ้นทุกวี่วันบนโลกใบนี้ บางแห่งเกิดขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ฤาว่าวาระแห่งการเปลี่่่่่่่ยนแปลงจะอยู่ไม่ไกลแล้ว!

ดูดิ...  ถนนเปลี่ยนเป็นคลองแบบไม่ทันให้ได้ตั้งตัว

ภาพ capture จากข่าวใน YouTube - ขอขอบคุณ

น้ำท่วมในทะเลทรายจนอูฐแทบจะเอาชีวิตไม่รอด...

ภาพ capture จากข่าวใน YouTube - ขอขอบคุณ



เจ้าโควิด-19 ได้ระบายสีแดงเถือกลงบนแผนที่ประเทศเพื่อนบ้านเราหลายประเทศ มีเพียงลาว เวียดนาม และบรูไน ที่ยังดูไม่น่ากลัว ไทยเราก็ใกล้แดงเข้าไปทุกทีแล้ว!


ผมเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ร้าย แล้วเพื่อน ๆ เป็นอย่างไรบ้างครับ?

-----------------------------------------------------

* เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางของสนามแม่เหล็กโลกโดยที่มีการสลับขั้วกันระหว่างขั้วแม่เหล็กเหนือกับขั้วแม่เหล็กใต้ ปรกติเหตุการณ์นี้จะเกี่ยวข้องกับการที่สนามแม่เหล็กโลกมีความเข้มข้นลดลง ตามด้วยการกลับคืนมาอย่างรวดเร็วหลังจากการสลับขั้วเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาตั้งแต่หลายหมื่นปีไปจนหลายล้านปี (ที่มา - wikipedia)

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ปักหมุดบุโรพุธโธ

พักนี้ตาแก่เมืองรถม้าอ่านหนังสือเยอะหน่อยนะ มันไปไหนไม่ได้ครับ!...

 

นอกจากอีบุ๊คส์ใน Amazon แล้วยังซื้อหนังสือมือสองที่มีขายออนไลน์เป็นเล่ม ๆ ในราคาถูกมาอ่านด้วย อย่างเช่น...

 
อยากหาจุดเริ่มต้นเดินทางของตัวเอง ก็ต้องสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน มีเรื่องเกี่ยวกับบุโรพุทโธด้วย วิกิพีเดีย กล่าวว่า...
บุโรพุธโธ หรือ โบโรบูดูร์ (อินโดนีเซีย: Borobudur) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอินโดนีเซีย บริเวณภาคกลางของเกาะชวา ตั้งอยู่ที่เมืองมาเกอลัง ห่างจากยกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว ๔๐ กิโลเมตร สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๑๒๙๓-๑๓๙๓ เป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลก ซึ่งถ้าไม่นับนครวัดในประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นทั้งศาสนสถานของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ บุโรพุธโธจะเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โบโรบูดูร์ - ภาพจากวิกิพีเดีย (ขอขอบคุณ)

ผมยังไม่มีโอกาสได้เห็นบุโรพุธโธ แต่ก็ปักหมุดไว้แล้วว่าการเดินทางครั้งสุดท้ายจะต้องไปเยือนให้ได้ อยากเห็นบรรยากาศเหนือจินตนาการอย่างที่หนังสือ "Between the lines of the rainbow" (ระหว่างเส้นรุ้งที่ยังตะแคง และเส้นแวงที่ยังตั้งฉาก  เขียนไว้ในหน้า ๔๐-๔๑ หัวข้อเรื่อง "อาทิตย์ชิดจันทร์ หนึ่งวันในบุโรพุธโธ" ว่าดังนี้...
พระจันทร์ค่อย ๆ กลืนหายจมไปในหมู่เมฆ แล้วจางลงไปในฟ้า ทันทีที่แสงชมพูแต้มเติมโลก และค่อย ๆ เพิ่มความสดเป็นสีแดง ไหลย้อนช้อนขึ้นมาจากพื้นดินข้างล่าง สู่ท้องฟ้าข้างบน ค่อย ๆ ทาบผ่าน ภูเขาไฟที่กำลังพ่นควันออกมาเป็นเครื่องหมายคำถาม จังหวะเดียวกันกับเสียงอุทานแสดงความตื่นเต้น หลายภาษาของนักสบตาพระอาทิตย์ ที่ตามขึ้นมาทีหลัง ก็ดังขึ้น...
ผมอยากสาธยายได้งดงามล้ำลึกอย่างที่ได้อ่าน แต่พอดีไม่มีศิลปะในการเขียน ในบล็อกท่องโลกของผมก็เลยว่ากันง่าย ๆ สไตล์ลุงน้ำชา อย่างเช่นเรื่องการปั่นจักรยานฝ่าความมืดไปนครวัด ว่าดังนี้...
ขี่จักรยานไปตามถนน อากาศเย็น มืด ถ้าไม่มีไฟฉายคุณบิมคงปั่นไม่ได้ - เชือกผูกรองเท้าข้างซ้ายเข้าไปพันกับบันได...รถเกือบล้ม - จอดเพื่อปลดเชือกออก -  ตุ๊ก ๆ มาจอดข้างหลังเพื่อให้ความช่วยเหลือ - บอกไม่เป็นไร - ผูกเชือกแล้วปั่นต่อ - ถึงที่ทำบัตรเลี้ยวรถเข้าไป - มีคนทักทาง good morning ๒-๓ คน ได้เวลาจำหน่ายบัตรพอดี (๕.๐๕ น.) - จอดจักรยานไว้ด้านหลัง - เข้ายืนต่อคิว - เตรียมแบ้งค์ $50 ไว้ - ค่อย ๆ ตามเข้าไป - เจ้าหน้าที่บอกให้ยืนหันไปทางขวาเพื่อถ่ายรูป - จ่ายเงินได้ตังค์ทอน $30 - เดินออกมาแล้วถึงนึกได้ว่ายังไม่ได้รับบัตร - ต้องกลับไปเอา...
 

ได้บัตรแล้ว... ผมก็เดินกลับมาที่จักรยาน  เจ้าหน้าที่ขอเช็คบัตรก่อนให้ปั่นออกไป มันมืดมาก...เค้าต้องใช้ไฟฉายส่องดู  โอเค!  ผมเดินทางต่อไปตามถนนมืดมิด โดยใช้ไฟฉายทั้งส่องทางข้างหน้าและใช้ส่งสัญญาณด้านหลัง ระหว่างทางมีรถตุ๊ก ๆ พานักท่องเที่ยวฝรั่งแซงผ่านไปหลายคัน ทุกคนมุ่งหน้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด ผมออกแรงปั่นไปอีกประมาณ ๒ กิโลเมตรก็เห็นคูน้ำอยู่ข้างหน้า เลี้ยวซ้ายแล้วปั่นต่ออีก ๘๐๐ เมตร เลี้ยวขวาตรงไปยังทางเข้านครวัด ผมปั่นจักรยานมาคนเดียวท่ามกลางความมืด ไม่มีใครบอกทาง จึงต้องหาคำตอบเอาข้างหน้าด้วยตนเอง! ต่างกับผู้ที่มาด้วยตุ๊ก ๆ
สิ่งหนึ่งซึ่งไม่ได้สำรวจไว้ก่อนคือที่จอดจักรยาน นำจักรยานไปที่ข้างบูธแห่งหนึ่ง ด้านหลังมีสนามหญ้า...ผมจับมันนอนพิงแล้วคล้องโซ่ล็อคไว้กับเสา เรียบร้อยแล้วก็เดินหาทางเข้า ความมืดทำให้ผมมองไม่รู้ทิศรู้ทาง ต้องดูว่านักท่องเที่ยวชุมนุมอยู่ตรงไหนแล้วตามเค้าไป

หากไม่มีวิบัติภัยแลไร้โควิด อีก ๓ ปีเจอกันที่บุโรพุธโธนะครับ

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เจ้าอามุย

นั่งอยู่หน้าจอคอมพ์ฯ ที่บ้านห้างฉัตร... ผมใช้เวลาช่วงนึง ตั้งใจฟังเสียงรถวิ่งผ่านไปมาบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่ หรือเชียงใหม่-ลำปาง (อะไรก็ได้ตามที่อยากเรียก) เส้นทางที่เคยมีฝรั่งนักปั่นท่องโลกขี่จักรยานผ่านไปมาแทบไม่ว่างเว้นวัน!

ภาพนักปั่นจักรยานท่องโลก - นำมาจาก Instagram

เกือบปีมาแล้วซินะที่ไร้ร่างหญิงชายผู้ใช้ชีวิตบนอานจักรยานผ่านมาให้เห็น เจ้า Covid 19 เนี่ยช่างมีอิทธิพลเหลือร้ายจริง ๆ  มันทำให้เส้นสายการเดินทางของผู้คนต้องขาดสะบั้นลงอย่างไม่คาดคิดมาก่อน แล้วยังไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะกลับมาต่อติดกันได้อีกเมื่อใด?

การนับถอยหลัง (countdown) ในการเดินทางครั้งสุดท้าย (final trip in 2024) ยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะถึงเวลาฆ้องชัยถูกตีปล่อยตัวให้ผมกดเท้าปั่นจักรยานออกไปจากจุดเริ่มต้น ถึงตอนนั้นชายผู้มีวัฏจักรชีวิตหมุนผ่านเลยมา ๖ รอบแล้ว คงมิอาจมุ่งหวังว่าจะกลับมาเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้อีกเมือใด! 

 
วันนี้ค้นเจอภาพซึ่งถ่ายไว้ด้วยกล้องฟิล์ม ในวันที่ปั่นจักรยานกลับจากชลบุรีมาขออาศัยพักค้างคืนที่บ้านเพื่อนที่พระโขนง...
 
 
จักรยานที่ใช้ชื่อ "อามุย" ประกอบให้โดยร้านชัยธวัช อยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ 


จักรยานแบบเดียวกันมีทั้งหมด ๓ คัน คุณธวัช (เจ้าของร้านชัยธวัช) ประกอบให้ผมและเพื่อนพายัพอีก ๒  คน (โสฬสและนิทัศน์) เพื่อใช้ทำตามความฝันอันยิ่งใหญ่คือปั่นจักรยานท่องโลก ๔๐ ปีที่แล้วเรื่องของจักรยานยังไม่มีอะไรแปลกใหม่ วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาประกอบให้เป็นจักรยานทัวร์ริ่งคันละ ๓ พันบาทก็ได้อย่างแค่ที่เห็น
 
 
"เมืองกรุง" เมืองหลวงของทวยเทพ เมื่อ ๔ ทศวรรษที่แล้วยังไม่ใหญ่โตแลวุ่นวายสับสนเช่นวันนี้ ผมขี่จักรยานร่อนไปมาได้ ตั้งแต่หลังกระทรวง ผ่านวังบูรพา ท่าเรือคลองเตย พระโขนงโยงไปถึงชลบุรี-พัทยา...
 
 
 



ทุกวันนี้ได้อ่านเรืองจักรยานและดูในยูทูป ผมมิได้รู้สึกอิจฉาในอุปกรณ์อย่างดี การขับขี่ของขาแรง หรือการโอ้อวดใด ๆ ทั้งสิ้น รู้ว่าสิ่งที่ได้สัมผัสในอดีตนั้นเป็นยิ่งกว่าประสบการณ์ที่แสวงหาของคนรุ่นใหม่!

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คำถามจากลิงสามตัว

ขออภัยที่ต้องปล่อยวางเรื่องการเมือง วันนี้ผมไม่อยากได้ยินเสียงหรือเห็นภาพการยื้อยุดฉุดกระชากเข้าจับกุมผู้เข้าร่วมชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ เห็นแล้วความดันพุ่ง บางครั้งเครียดจนร่างกายออกอาการ ตอนนำถาดอาหารไปส่งพี่ชายที่ชั้น ๓ แค่ได้ยินเสียงก็ยังอดปี๊ดไม่ได้...

3 wise monkeys - ภาพจากวิกิพีเดีย (ขอขอบคุณ)

๑๔ ตุลา ปี ๑๖ ช่วงประมาณตอนนี้แหละที่ผมวิ่งอยู่กลางท้องสนามหลวง ท่ามกลางความวุ่นวายสับสน เสียงปืนที่ได้ยินมาจากด้านกรมประชาสัมพันธ์และภาพผู้หญิงคนหนึ่งล้มลง แม้ผ่านมาเกือบ ๕ ทศวรรษ ทุกวันนี้มันก็ยังไม่ถูกลบออกจากสมองอันเหนื่อยล้าของผม ผมไม่อยากพูดถึงมัน ไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นอีก 

ภาพเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา - ภาพจาก PANASIA / AFP

ต้องขอหลัก 3 wise monkeys เป็นที่พึง วิกิพีเดียกล่าวว่า...

The three wise monkeys are a Japanese pictorial maxim, embodying the proverbial principle "see no evil, hear no evil, speak no evil". The three monkeys are Mizaru, who sees no evil, covering his eyes; Kikazaru, who hears no evil, covering his ears; and Iwazaru, who speaks no evil, covering his mouth.

ไม่รับฟังข่าวสาร ไม่ฟังเพลง ผมนั่งอยู่เงียบ ๆ หน้าคอมพ์ฯ อ่านคุณบุ๊คส์ (ไม่อยากเรียกอี อิอิ) อย่างเพลิดเพลินและได้ความรู้.... 

ในหนังสือ "Every Inch of the Way; My Bike Ride Around the World" หน้า ๑๙ Tom Bruce เขียนไว้ว่า...

Halfway along the reservoir we met a German lady; at a guess she was in her seventies, riding a bike with far more gear attached than I had and almost as quickly. She was clearly incredibly fit and was soon telling us stories of places she had been. She didn’t have a home and lived on her bike, but it didn’t seem as though she was forced to do so; it was choice to live that way because she said she had money. On her bike rack, she carried a large tent and two sleeping bags to make it look like she had company every night for security. I pondered her lifestyle for a few hours after we left her and thought it must be very lonely. Although I was very much enjoying cycle touring, she was a permanent cyclist living in a bubble on her own, away from society and the ‘real’ world. I wondered what she had left behind. That lifestyle definitely wasn’t for me; I want a family and a career one day, and felt that it would be very difficult to return to normality after such a long time on the road. She probably never wanted to return though..
ไม่ว่าเมืองไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลง ตาแก่เมืองรถม้าขอใช้ชีวิตแบบป้าเยอรมันคนนั้นได้หรือไม่?

 
ทัสซูเฮะจะพาตาแก่วัย ๗๐ ไปทิ้งไว้บนยอดเขาได้หรือเปล่า?

เป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าหาคำตอบไม่น้อย!

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

final trip - สนุกกับตัวเลข

วันนี้มาลองฝึกบวกเลขกันหน่อย (เอาแบบไม่ใช้เครื่องคิดเลขน้า)  ๖,๓๔๘ + ๔,๔๐๔ + ๑,๘๐๓ = ๑๒,๕๕๕
 

  • episode I  เดินทางจากจุดเริ่มต้นที่บ้านห้างฉัตรลำปางจนถึงมะละกา นั่งเรือข้ามไปสุมาตราเหนือ ปั่นต่อถึงบาหลี คือ ระยะทาง ๖,๓๔๘ กิโลเมตร ใช้เวลา ๖ เดือน 
  • episode II บินจากเดนปาซาร์ไปเพิร์ธ ปั่นจากตะวันตกไปตะวันออก สิ้นสุดที่ซิดนีย์  ระยะทาง ๔,๔๐๔ กิโลเมตร ใช้เวลา ๖ เดือน  
  •  episode III (สุดท้าย) บินจากซิดนีย์ไปไครสต์เชิร์ช (Christchurch) ปั่นอีก ๑,๘๐๓ กิโลเมตร ถึงถึงจุดหมายที่โรตัวรัว ใช้เวลา ๓ เดือน

     

๑๒,๕๕๕ เป็นตัวเลขที่น่าสนใจครับ ถ้าปั่นจักรยานวันละ ๔๐ กิโลเมตร (+ -) ทุกวัน ก็ต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ปี บวกเพิ่มอีก ๑ ปีสำหรับการแวะพัก รวมแล้วเป็น ๒ ปี
 
ค่าใช้จ่ายวันละ ๓๐๐ บาท ปีนึงก็ตกประมาณ ๑๐๘,๐๐๐ สองปีก็ ๒๑๖,๐๐๐   
ค่าวีซ่า + ค่าเรือ + ค่าเครื่องบิน รวมประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท 
นำเงินไปใช้หนี้เพื่อนที่นิวซีแลนด์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
รวมแล้วผมต้องมีเงินฝากไว้ในบัญชีบัตรเครดิตอย่างน้อยก็ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ใช้เงินที่ได้คืนมาจากบริษัทประกันชีวิตนั่นแหละ

ทริปนี้จะเกิดขึ้นจริงก็ขึ้นอยู่กับว่าตาแก่เมืองรถม้าจะมีสุขภาพดีและแข็งแรงพอสำหรับการเดินทางไกลในปี ๒๕๖๖ หรือไม่?  สถานการณ์ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นแค่ไหน?
 
 
หากฝันเป็นจริง เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ถ้าไม่ตาย  ไม่เดี้ยง หรือไม่หลงกลิ่นกำมะถัน ก็จะกลับมาเมืองไทยเมื่อวัย ๗๕

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คำถาม-คำตอบ ๕ ข้อแรก

 

ก่อนหน้านี้ช่างเหอะได้ซ่อมเป้ติดตะแกรงหลังให้หายรั่ว รวมทั้งทำ panniers คู่หน้าใส่ให้ทัสซูเฮะเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปนอกจากนั่งมองเจ้าเพื่อนใหม่...ผมก็ต้องทำลิสต์และจัดข้าวของเตรียมไว้ให้พร้อม

ขอบคุณเดชาผู้เข้าใจความคิดของผม แม้จะไม่สนับสนุนแต่เพื่อนศิลปินก็มิได้ตำหนิหรือมีคำถามที่แสดงว่าไม่เห็นด้วย ลุงหยางแห่งแม่ฮ่องสอนก็ประสงค์จะส่ง pannier (กันน้ำ) มาให้ใช้ในการเดินทาง สามปีจากนี้ไปไม่นานเลย นึกแล้วบางครั้งก็ใจหาย คิดว่าถ้าไปแล้วไปลับ ไม่กลับมา ผมก็มีเวลาอีกแค่เพียงพันกว่าราตรี!

คำถาม - ทำไม final trip ต้องเป็นปลายปี ๒๕๖๖? 

คำตอบ - ผมต้องรอเงินคืนจากประกันชีวิตที่ทำไว้จำนวน ๓ แสนบาท เพื่อใช้เป็นทุนในการเดินทาง ซึ่งจะครบดิวในปี ๒๕๖๖

คำถาม - อะไรที่จะทำให้ไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้?

คำตอบ - สุขภาพก่อนออกเดินทางไม่อำนวย หรือเส้นทางจนถึงเป้าหมายไม่เคลียร์อย่างที่เป็นทุกวันนี้

คำถาม - ไม่ห่วงผู้ที่ต้องคอยดูแลทุกวันนี้หรือ?

คำตอบ - เมื่อถึงตอนนั้น วันที่ล้อจักรยานทัสซูเฮะพาผมมุ่งหน้าออกจากประเทศไทยได้ ผมจะไม่หันหลังกลับมามอง เหมือนกับในเรื่อง The ballad of Narayama เมื่อลูกชายคนโตผู้แบกแม่วัย ๗๐ไปทิ้งบนยอดเขาถูกกำชับว่าอย่าได้หันหลังกลับไปมอง ถึงอย่างไรก็ต้องตายจากกัน

คำถาม - แล้วจะไม่กลับมาจริง ๆ หรือ?

คำตอบ - ขึ้นอยู่กับร่างกายเมื่อได้ไปถึงจุดหมาย หากยังปกติดีก็จะกลับมา แต่มีสภาพอยู่ไปก็ไร้ค่า ทำอะไรไม่ได้ ต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียง คอยเป็นภาระให้ผู้ดูแล ผมก็จะไม่กลับมา

คำถาม - แล้วไม่ห่วงสมบัติที่มีอยู่หรือ?

คำตอบ - ผมจะจัดการสั่งเสียและมอบหมายให้ผู้ที่ยังสามารถรักษามันไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนคนรุ่นหลังต่อไปได้ เครื่องดนตรีที่มีผู้เมตตามอบให้มาก็จะส่งคืนไปยังเจ้าของเดิมเพื่อเป็นที่ระลึก อาทิ เปียโนไฟฟ้าจากครูเตี๋ยง, ไวโอลินแฮนด์เมดจากคุณไพสิทธิ์, ฯลฯ


นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง...

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?

อืมมมม... ถ้าอยู่ดี ๆ แล้วเกิดหลุมลึกอย่างที่เห็นในภาพขึ้นมาที่หน้าบ้านห้างฉัตร ผมจะทำอย่างไร?

ภาพแผ่นดินยุบ - นำมาจากอินเทอร์เน็ต ขอขอบคุณ


ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องมองด้วยความพินิจพิเคราะห์ มีเว็บต่างประเทศนำเสนอเรื่องนี้ให้ได้ศึกษาเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือ ใช่ว่าจะเชื่อไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง...ผมเป็นผู้หนึ่งซึ่งเฝ้าติดตาม

ที่หลบภัยใต้ดิน - ภาพจากอินเทอร์เน็ต (ขอขอบคุณ)
 
ตัวเลข ข้อมูล และภาพที่ปรากฏชัด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน จนตาแก่อย่างผมอาจออกปากได้ว่า "มันมาแน่ แต่ช้าหน่อย"
 
 
มิได้ปรารถนาให้มันเกิด แต่ไฉนเลยจะหลีกเลี่ยงกฎธรรมชาติได้ น้ำแข็งละลาย น้ำท่วม เขื่อนพัง ไฟป่า แผ่นดินไหว ทุกอย่างล้วนเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์  ผมอาศัยอยู่ในโลกนี้มานานพอแล้ว พ่อแม่ก็จากไปหมดสิ้น หากเกิดภัยพิบัติที่จะมาจบชีวิตให้ผมตามไปภายใน ๓-๔ ปีต่อจากนี้ ก็โอเคเลย แต่ถ้าถึงปี ๒๕๖๗ (ตัวเลขสวยกว่า ๙๙๙๙๙๗ การเอารัดเอาเปรียบที่มิรู้จักพอ) ยังมีชีวีอยู่ การเดินทางครั้งสุดท้ายจะต้องเกิดขึ้นแน่ เป้าหมายหรือ the last pin ผมปักเอาไว้ที่ Rotoruo ประเทศนิวซีแลนด์...
 

ก่อนหน้านั้นผมจะนำเงิน ๑ แสนบาทหรือประมาณ ๕,๐๐๐ เหรียญนิวซีแลนด์ไปคืนให้เพื่อน Graham ก่อน จากนั้นก็จะหาที่สงบ ๆ เพื่อปิดตำนานลุงน้ำชาอย่างง่าย ๆ

ภูเขาไฟในนิวซีแลนด์ - ขอขอบคุณที่มา bbc.com

เริ่มต้นเดือนกันยา (เดือนกลั้นอยาก)ข่าวปฏิวัติส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ว หุหุ หากเป็นจริงบ้านเมืองพังยับแน่นอน ไม่ต้องรอให้เขื่อนสามผาแตก ไม่ต้องรอให้เกิด poleshift ฯลฯ

เพื่อน ๆ เตรียมพร้อมหรือยังครับ?

ฌาปนสถานห้างฉัตร

ปั่ นจักรยานไปขึ้นรถไฟที่สถานีห้างฉัตรทุกครั้ง...ผมต้องผ่านฌาปนสถานห้างฉัตร     ผมจะมองเข้าไป คิดถึงพี่ประสิทธิ์และเถ้ากระดูกซึ่งถูกกลบฝังไว...